สงกรานต์มาแว้ว!!!( อีกแค่5-6เดือนเอง 55+) เทศกาลแห่งความสุขสดชื่นแห่งปีที่ทุกคนรอคอยท่ามกลางอากาศร้อนระอุของเดือนเมษา อะไรจะดีไปกว่าการวิ่งไล่สาดน้ำใส่ให้มันเปียกซะงั้นเห็นจะไม่มี เลยขนเอาที่เที่ยวและข้อแนะนำเจ๋งๆ สารพันควรรู้เกี่ยวกับปีใหม่แบบไทยๆ มาฝากกันกัน
คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ 13,14,15 เมษายนทุกปี แต่วันสงกรานต์นั้นคือ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เป็นวันเนา วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศก
ความหมายของคำที่เกี่ยวข้องกับสงกรานต์ มีดังนี้
สงกรานต์ ที่แปลว่า "ก้าวขึ้น" "ย่างขึ้น" นั้นหมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ ขึ้นสู่ราศีใหม่ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเดือน ที่เรียกว่าสงกรานต์เดือน แต่เมื่อครบ 12 เดือนแล้วย่างขึ้นราศีเมษอีก จัดเป็นสงกรานต์ปี ถือว่าเป็น วันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติ ในทางโหราศาสตร์
มหาสงกรานต์ แปลว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่ หมายถึงสงกรานต์ปี คือปีใหม่อย่างเดียว กล่าวคือสงกรานต์หมายถึง ได้ทั้งสงกรานต์เดือนและสงกรานต์ปี แต่มหาสงกรานต์ หมายถึง สงกรานต์ปีอย่างเดียว
วันเนา แปลว่า "วันอยู่" คำว่า "เนา" แปลว่า "อยู่" หมายความว่าเป็นวันถัดจากวันมหาสงกรานต์มา 1 วัน วันมหาสงกรานต์เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ย่างสู่ราศีตั้งต้นปีใหม่ วันเนาเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เข้าที่เข้าทาง ในวันราศีตั้งต้นใหม่เรียบร้อยแล้ว คืออยู่ประจำที่แล้ว
วันเถลิงศก แปลว่า "วันขึ้นศก" เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การที่เปลี่ยนวันขึ้นศกใหม่มาเป็นวันที่ 3 ถัดจากวันมหาสงกรานต์ ก็เพื่อให้หมดปัญหาว่า การย่างขึ้นสู่จุดเดิม สำหรับต้นปีนั้นเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาเพราะอาจมีปัญหาติดพันเกี่ยวกับชั่วโมง นาที วินาที ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะเปลี่ยนศกถ้าเลื่อนวันเถลิงศกหรือวันขึ้นจุลศักราชใหม่มาเป็น วันที่ 3 ก็หมายความว่า อย่างน้อยดวงอาทิตย์ได้ก้าวเข้าสู่ราศีใหม่ ไม่น้อยกว่า 1 องศาแล้วอาจจะย่างเข้าองศาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้

วันสงกรานต์เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ซึ่งกษัตริย์สิงหศแห่งพม่า ทรงตั้งขึ้นเมื่อปีกุนวันอาทิตย์ พ.ศ. 1181 โดยกำหนดเอาดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษได้ 1 องศา ประกอบกับไทยเราเคยนิยมใช้จุลศักราช สงกรานต์จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยอีกด้วย ในปีแรกที่กำหนดเผอิญเป็นวันที่ 13 เมษายน ซึ่งอันที่จริงไม่ใช่วันที่ 13 เมษายนทุกปี แต่เมื่อเป็นประเพณี ก็จำเป็นต้องเอาวันนั้นทุกปี เพื่อมิให้การประกอบพิธี ซึ่งมิได้รู้โดยละเอียดต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา วันที่ 13 จึงเป็นวันสงกรานต์ของทุกปี
ปกติวันสงกรานต์จะมี 3 วัน คือ เริ่มวันที่ 13 เมษายน ถึงวันที่ 13 เมษายน วันแรกคือวันที่ 13 เป็นวันมหาสงกราต์ วันที่พระอาทิตย์ต้องขึ้นสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เป็นวันเนา (พระอาทิตย์คงอยู่ที่ 0 องศา) วันที่ 15 เป็นวันเถลิงศกใหม่ และเริ่มจุลศักราชในวันนี้ เมื่อก่อนจริงๆ มีถึง 4 วัน คือวันที่ 13 - 16 เป็นวันเนาเสีย 2 วัน (วันเนาเป็นวันอยู่เฉยๆ) เป็นวันว่าง พักการงานนอกบ้านชั่วคราว
จะเห็นได้ว่า วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย จนถึง พ.ศ.2483 ทางราชการจึงได้เปลี่ยนไหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้เข้ากับ หลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยังยึดถือว่า วันสงกรานต์มีความสำคัญ

ตำนานเกี่ยวกับวันสงกรานต์
ตำนานเกี่ยวกับวันสงกรานต์ มีหลากหลายแล้วแต่ว่าใครจะเป็นผู้เล่าเรื่อง มีเรื่องเล่าว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กชายผู้หนึ่งชื่อ ธรรมบาลกุมาร เป็นบุตรของมหาเศรษฐี เด็กชายธรรมบาลกุมารนี้ เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ดุจอัจฉริยะ สามารถเรียนคัมภีร์ไตรเพท และพูดภาษานกได้ตั้งแต่เจ็ดขวบ แถมพ่อยังสร้างปราสาทให้อยู่ข้างต้นไทรอีก จากนั้นเด็กชายธรรมบาลจึงได้กลายเป็นอาจารย์ฟันธง เอ้ย! บอกมงคลต่างๆ ให้กับประชาชนชาวบ้านทั่วไป ซึ่งในขณะนั้น มนุษย์ทั้งปวงนับถือท้าวมหาพรหมและท้าวกบิลพรหม ว่าเป็นเทพผู้แสดงมงคลแก่มวลมนุษย์ทั้งปวง เมื่อท้าวกบิลพรหมได้ทราบถึงกิตติศัพท์ความเก่งกาจของธรรมบาล จึงลงมาจากสวรรค์เพื่อถามปัญหาทดสอบสติปัญญาของเด็กชายธรรมบาลกุมาร โดยมีเดิมพันเป็นศีรษะของกันและกัน โดยปัญหาของท้าวกบิลพรหมก็คือ 1.เช้าราศีอยู่แห่งใด 2.เที่ยงราศีอยู่แห่งใด 3.ค่ำราศีอยู่แห่งใดโอ๊ะ...โอ ได้ยินคำถามอย่างนี้เข้าไป เจ้าหนูธรรมบาลท่าจะแย่ จึงขอเวลาคิดเจ็ดวัน เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ล่วงเข้าวันที่หกแล้ว เจ้าหนูธรรมบาลยังคิดไม่ออก ทำไงดีหว่า? คิดแล้วคิดอีกก็ยังคิดไม่ตกซักที อารามร้อนใจจึงเดินออกจากปราสาทไปนอนคิดอยู่ใต้ต้นตาลจนค่ำ เผอิญไปได้ยินนกอินทรีผัวเมียที่ทำรังอยู่บนต้นตาลคุยกัน นางนก (ถ้ายังไม่แต่งงานมีครอบครัวต้องเรียก นางสาวนก) ได้ถามแฟนหนุ่มว่า "คุณพี่ขา แล้วพรุ่งนี้คุณพี่จะไปหาอาหารจากที่ไหนคะ" นกอินทรีหนุ่มตอบแฟนสาวอย่างมั่นใจว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ เพราะพรุ่งนี้เราจะได้กินเจ้าหนูธรรมบาลกุมาร เพราะว่าเจ้าหนูไม่สามารถตอบปัญหาของท้าวกบิลพรหมได้ จึงต้องถูกตัดหัว แล้วทีนี้เราก็จะได้ลิ้มรสเนื้อเด็กกันแล้วจ้ะ"
ธรรมบาลกุมารได้ยินดังนั้น นึกสงสารตัวเองว่าหัวก็จะขาดแล้วยังต้องเป็นอาหารนกอีก จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกมั้ย? นางนกจึงถามแฟนหนุ่มว่า "แล้วปัญหานั้นมันคืออะไรคะคุณพี่" อินทรีหนุ่มจึงบอกว่า "ปัญหาว่าเช้าราศีอยู่แห่งใด เที่ยงราศีอยู่แห่งใด และค่ำราศีอยู่แห่งใดจ้ะ" ด้วยความอยากรู้ นางนกจึงถามต่อถึงคำตอบว่าเป็นเช่นไร อินทรีหนุ่มจึงตอบอย่างฉาดฉาน "ง่ายนิดเดียวจ้ะที่รัก เช้าราศีก็อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีอยู่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก เวลาค่ำราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า แค่นี้เองจ้ะ" อินทรีสองผัวเมียต่างมีความสุขเมื่อนึกถึงอาหารของวันรุ่งขึ้น โดยหารู้ไม่ว่า "ว่าที่อาหาร" ของพวกเขานั้นอยู่เบื้องล่างใต้ต้นตาลนี่เอง
ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวกบิลพรหมมาทวงถามถึงคำตอบของปัญหา ธรรมบาลกุมารก็แก้ตามที่ได้ยินมา ท้าวกบิลพรหมจนปัญญาเลี่ยง จำต้องยอมเสียหัวเพื่อรักษาสัจจะ จึงตรัสเรียกเทพธิดาทั้ง 7 อันเป็นบริจาริกาของพระอินทร์มาพร้อมกัน แล้วบอกว่า "เราจะตัดศีรษะบูชาธรรมบาลกุมาร ศีรษะของพ่อถ้าจะตั้งไว้บนแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้ทั่วโลก ถ้าจะทิ้งขึ้นบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งไว้ในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง" จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดนั้นเอาพานมารับศีรษะ แล้วก็ตัดศีรษะส่งให้ธิดาองค์โต นางจึงเอาพานมารับพระเศียรของพระบิดา แล้วแห่ทำประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที แล้วก็เชิญขึ้นประดิษฐานไว้ในมณฑปถ้ำคันธุลีเขาไกรลาศ บูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระเวสสุกรรมก็นฤมิตรแก้วเจ็ดประการ เทวดาทั้งปวงก็นำเอาเถาฉมุลาดลงมาล้างในสระอโนดาตเจ็ดครั้งแล้วแจกกันสังเวยทุกๆ พระองค์ ครั้นถึงครบกำหนด 365วัน โลกสมมติว่าปีหนึ่งเป็นสงกรานต์ นางเทพธิดาเจ็ดองค์จึงผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหมออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วกลับไปเทวโลก ซึ่งลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น เราสมมติเรียกว่านางสงกรานต์ มีชื่อต่างๆ ดังนี้ ทุงษะ, โคราคะ, รากษส, มณฑา, กิริณี, กิมิทา และ มโหทร

สงกรานต์แล้ว ไปไหน...ดี
สงกรานต์นานาชาติ ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ
แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ถนนข้าวสารย่านบางลำพู คงไม่ต้องอธิบายความมันของการเล่นน้ำที่นี่มากนักเพราะว่าทุกคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ช่วงสงกรานต์ที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนล้านแปดแออัดยัดทะนานเป็นข้าวสารรอสี เสียงดนตรีกระหึ่มปลุกใจให้คึกคัก และการแสดงหลากหลายรูปแบบ แต่อีกด้านหนึ่งก็มีประเพณีที่ไม่ควรถูกหลงลืมไปนั่นก็คือ การตักบาตรเมือง พิธีแห่พระบรมธาตุพุทธบางลำพูประชานาถ ร่วมด้วยขบวนแห่หลวงพ่อข้าวสาร และหลวงพ่อวิสุทธิกษัตริย์ พิธีรับขบวนแห่และสรงน้ำพระ อีกทั้งยังมีกิจกรรมสำหรับชาวพุทธที่น่าสนใจ คือการกราบไหว้พระขอพรเก้า พระอารามหลวง คือวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสุทัศน์ วัดอรุณ วัดบวรนิเวศน์ วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดระฆัง วัดกัลยาณมิตร รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าแวะไปเล่นน้ำแถวนั้น ก็อย่าเล่นเอามันอย่างเดียวล่ะ เข้าวัดเข้าวาซะบ้าง
สงกรานต์ ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น
ตามมาติดๆ ด้วยถนนข้าวเหนียว ซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบความสนุกมา จากถนนข้าวสาร เทศกาลดอกคูน-เสียงแคนที่ถนนข้าวเหนียวนี้จัดเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้เริ่มตั้งแต่ 8 เมษายน ถึง 15 เมษายน ที่บริเวณบึงแก่นนครและถนนศรีจันทร์ จุดเด่นนอกเหนือจากการเล่นน้ำแล้ว ก็มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ และประกวดธิดาดอกคูน-เสียงแคน และยังมีการออกร้านขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน เอาเป็นว่าไปเล่นน้ำแล้วยังได้ซื้อของฝากด้วย
วันไหลพัทยา
เอาแบบใกล้กรุงเทพฯ หน่อย ก็นี่เลยพัทยา เมืองชายทะเลที่ใครๆ ก็ต้องชายตามองเมื่อถึงหน้าเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีวันไหลพัทยา ที่บริเวณชายหาดพัทยา ซึ่งเดิมทีจะเรียกว่า "งานทำบุญวันไหล" โดยชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ จะมาทำบุญร่วมกัน ในเทศกาลวันสงกรานต์ โดยจะมีการนิมนต์พระทุกวัดมาประกอบพิธีสงฆ์ ภายในงานจะมีเรื่องสนุกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ พร้อมทั้งมีขบวนแห่ที่สวยงามให้ได้ชมกัน
ประเพณีสงกรานต์พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
มาต่อกันที่งานสงกรานต์พระประแดงที่ขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวมอญ ที่น่าสนใจคือมีประเพณีการแห่ปลา ซึ่งถือเป็นการช่วยปลาที่อยู่ในหนองคลองบึงที่ตื้นเขินเนื่องจากเป็นหน้าร้อนแล้ง ชาวบ้านจะช่วยกันจับปลาน้อยใหญ่ไปปล่อยในที่ที่มีน้ำ และยังเป็นการรักษาพันธุ์ปลาในทางอ้อมด้วย นี่แหละที่เรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน การแห่ปลาของชาวพระประแดงจะทำกันทุกปีระหว่างเทศกาลสงกรานต์
โดยมีสาวรามัญร่วมขบวนแห่ มีการละเล่นโบราณให้ได้้ชมกัน ทั้งแตรวง ทะแยมอญ เถิดเทิง สะบ้า และแน่นอนต้องมีการประกวดนางสงกรานต์ แต่ที่พิเศษกว่าการจัดงานสงกรานต์ที่อื่นๆ และนับเป็นเอกลักษณ์ของสงกรานต์เมืองพระประแดง คือการประกวดหนุ่มลอยชาย เอ๊ะ...เป็นยังไง ลอยแต่ไม่ชายได้มั้ย อยากรู้ก็ต้องไปดูเองนะจ๊ะ
ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง
เอาใจคนอยากแอ่วเหนือกันบ้าง คนชอบวัฒนธรรมและประเพณีล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่น่าพลาด เพราะในตัวเมืองจะประดับประดาด้วยสีสันบรรยากาศการผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว จะมีการจัดงานทั่วบริเวณตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระสิงห์ ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ รอบคูเมืองเชียงใหม่ ฯลฯ การเล่นน้ำจากคูเมืองอายุหลายร้อยปีก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ นอกจากนี้ขบวนแห่ที่นี่ก็ไม่น้อยหน้าใคร ยิ่งใหญ่ตระการตาไม่แพ้กันกับที่อื่น มีขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำ นอกจากนั้นยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา และการละเล่นพื้นบ้านด้วยนะเจ้า
หาดใหญ่ มิดไนท์สงกรานต์ สงขลา
ขึ้นเหนือแล้ว ก็ล่องใต้กันต่อเลยที่หาดใหญ่มิดไนท์สงกรานต์ แค่ชื่อก็บอกว่ามันแล้ว เพราะเล่นน้ำกันยันเที่ยงคืน
งานนี้จัดบริเวณถนนนิพัทธ์อุทิศ และถนนเสน่หานุสรณ์ งานนี้มีกิจกรรมหลากหลาย อย่างการประกวดนางสงกรานต์นานาชาติ การละเล่นท้องถิ่น และเสน่ห์อีกอย่างของที่นี่คือ ด้วยความที่หาดใหญ่มีคนไทยเชื้อสายจีนอยู่เยอะจึงมีการแสดงวัฒนธรรมของจีนด้วย
สหายร่วมเทศกาล
ใช่ว่าสงกรานต์จะมีแต่ที่ประเทศไทยนะ เพราะในภูมิภาคอินโดจีนเนี่ย เพื่อนบ้านของเรานั้นก็มีการเฉลิมฉลองพิธีสงกรานต์ด้วยเหมือนกัน มาดูกันซิว่าที่ไหนเขามีอะไร ยังไงกันบ้าง
ลาว
เริ่มจากประเทศที่เป็นเหมือนบ้านพี่เมืองน้องของอ้ายไทย นั่นคือ ลาว หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สวรรค์ของนักท่องเที่ยวอีกแห่ง เทศกาลสงกรานต์ของที่นี่อยู่ในช่วงใกล้ๆ กันกับของประเทศไทยคือ 14-16 เมษายน ซึ่งวันที่ 16 ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ และมีหลายกิจกรรมที่คล้ายกับของไทยเรา เช่นมีการทำบุญ และสรงน้ำพระพุทธรูป แต่เสน่ห์ก็คือยังไม่มีการเล่นน้ำที่ค่อนไปทางหวาดเสียว โลดโผน รุนแรงแบบบ้านเราเท่าไรนัก รวมไปถึงสภาพบ้านเมืองที่ยังคงสวยงามตามแบบฉบับดั้งเดิม ประมาณว่าเหมือนเดินทางย้อนอดีตไปฉลองสงกรานต์เลยเชียวแหละ
เมียนมาร์
หรือ พม่า ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอีกแห่งที่มีเทศกาลสงกรานต์ที่เรียกว่า "ตะจังเหย่ตะเบงบะแวด่อ" หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า เหย่บะแวด่อ (คำว่า เหย่ แปลว่า "พิธีน้ำ" ส่วน บะแวด่อ แปลว่า "เทศกาล") ซึ่งทางการพม่าได้ประกาศให้ช่วงสงกรานต์เป็นวันหยุดแห่งชาติซึ่งจะหยุดติดต่อกันนานถึง 10 วัน!!! ขนมประจำสงกรานต์ที่นี่ คือ ขนมต้ม หรือ ม่งโลงเหย่บ่อ และมี ประดู่ หรือ ปะเด้าก์ เป็นดอกไม้ประจำเทศกาล แต่เดิมในพม่านั้นเขาเล่นน้ำกันอย่างนุ่มนวลโดยการประพรมน้ำจากขันเงินด้วยใบหว้าซึ่งเป็นไม้มงคล มีงานฉลองรื่นเริงในโอกาสขึ้นปีใหม่ ผู้คนเข้าวัดทำบุญ แต่ระยะหลังก็ได้มีการเล่นสาดน้ำแบบเราด้วย อ๊ะ...อ๊ะ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าถ้าไปเที่ยวสงกรานต์ที่นี่จะทำตัวเหมือนอยู่บ้านเราได้ เพราะทางการที่นี่สั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องการเล่นน้ำที่รุนแรง มีกำหนดโทษหนักถึงจำคุก และเคยพบว่ามีผู้ทำผิดถูกประจานทางหนังสือพิมพ์ แถมบอกถึงชื่อพ่อแม่ของผู้กระทำผิดให้รับรู้กันทั่วประเทศด้วย (พม่าไม่ใช้นามสกุลจึงต้องระบุนามบิดามารดาหรือบ้านเกิด) อะไรจะขนาดนั้น!
กัมพูชา
ประเพณีสงกรานต์ของดินแดนแห่งนครวัด นครธม นั้นมี 3 วัน ซึ่งอยู่ในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่ 14 ถึง 16 เมษายน วันแรกถือเป็นวันมหาสงกรานต์หรือวันปีใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมนั้นมีการแบ่งกิจกรรมของแต่ละวันไว้ว่า วันแรกเป็นวันแห่งการทำบุญตักบาตร มีการขนทรายเข้าวัดเพื่อเตรียมก่อเจดีย์ วันที่สองเป็นวันครอบครัวที่ลูกๆ จะอยู่กับพ่อแม่ อาจจะมีการให้เงินหรือซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เป็นของขวัญ ส่วนในช่วงหัวค่ำจะช่วยกันก่อเจดีย์ทราย และวันที่สามก็จะมีการละเล่นรื่นเริงต่างๆ ที่นิยมเห็นจะป็นการโยนลูกบอลที่คล้ายๆ การโยนสะบ้าของเรา จากนั้นก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ในครอบครัวเพื่อความเป็นสิริมงคล สาธุ

No comments:
Post a Comment